งานชิ้นสุดท้าย

posted on 12 Apr 2014 11:09 by wondermilk

งานชิ้นสุดท้าย

สายลมอ่อนพัดโชยมีผลให้ใบไม้สีเขียวเคลื่อนไหวไปมา  ดอกหญ้าเรียงตัวโอนเอนตามแรงพัดสะบัดไหว ไม่ต่างจากดอกชมพูพันธุ์ทิพย์สีชมพูหวานที่กำลังแข่งกันบางสะพรั่ง บ้างก็กำลังเริ่มผลิดอกบาน บ้างก็ร่วงหล่นสู่พื้นตามธรรมชาติของเวลา 

รองเท้าผ้าใบสองข้างสัมผัสพื้นหญ้าอย่างเชื่องช้าไม่เป็นจังหวะ  ราวกับกำลังสับสนในทิศทางที่เดิน เหมือนไม่รู้แน่ชัดว่าตนเองกำลังจะเดินทางไปยังที่ไหน  จึงตัดสินใจหยุดขาทั้งสองข้าง  ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ที่กำลังร่วงหล่นจากกิ่งไม้  นี่คงเป็นครั้งแรกที่เธอตั้งอกตั้งใจมองการร่วงโรยของดอกไม้ชนิดนี้ จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าเมื่อปีที่แล้วยังชื่นชมสีสันหวานสะพรั่งด้วยรอยยิ้ม แต่ทำไมตอนนี้กลับรู้สึกห่อเหี่ยวในจิตใจทุกครั้งที่มองเห็นสิ่งเหล่านี้กัน ... เพียงปีเดียว ความรู้สึกเปลี่ยนสลับตรงข้ามได้มากมายขนาดนี้เลยหรือ?

 

“เห๊ย! B ไปไหน?”

“มาส่งงาน”

“ทำเสร็จแล้วหรอ เรายังไม่ได้เริ่มเลย” 

“งั้นก็เหลืออีกชิ้นเดียว งานแกก็หมดแล้วดิวะ ดีว่ะ”

“เอ้อ”

“อย่าบอกนะว่าชิ้นนั้นก็เสร็จแล้ว  โหยยย.. จะขยันไปไหนวะ รีบหรอไง”

“ไม่ได้รีบ  ยังไม่เสร็จหรอก”

 

บทสนทนาสั้นๆ กับเพื่อนร่วมคณะ  ทิ้งท้ายไว้ด้วยรอยยิ้มบางๆ และน้ำเสียงแผ่วหวิว ก่อนที่เพื่อนจะปลีกตัวเดินออกไป  Bเป็นนักศึกษาปริญญาตรีที่ขยันเรียน ไม่เคยปล่อยให้งานทิ้งค้าง ส่งงานก่อนกำหนดเป็นประจำ ปฏิบัติตนเช่นนี้ตั้งแต่เข้ามาเรียน แต่สำหรับงานชิ้นนี้เธอกลับไม่เร่งรีบสะสางเพียงเพื่อต้องการยืดความรู้สึกบางอย่างออกไป

หนังสือเล่มหนาตั้งซ้อนทับกันอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือในหอพัก ลามไปจนถึงเตียงนอนที่มีวิทยานิพนธ์เล่มแดง น้ำเงินเปิดอ้า คั่นกลางอยู่ทั่วเตียง  ชีวิตนักศึกษาปริญญาตรีช่วงปลายเทอมมีงานมากกว่าที่คิดไว้ แต่ถึงอย่างนั้นเธอกลับไม่เคยบ่นหรือก่นด่าอะไร เพราะเธอระลึกเสมอว่าสิ่งที่ตนเองกำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวที่จะได้พบเจอในวันข้างหน้า หากมีเวลาบ่นต้องมีเวลาสะสางให้เสร็จ

แสงสว่างวาบจากจอคอมพิวเตอร์เครื่องประจำทำงานขึ้นอีกครั้ง โค้งสุดท้ายก่อนปิดเทอมเช่นนี้ทำให้เจ้าสี่เหลี่ยมผืนผ้าเครื่องโปรดโดนใช้งานข้ามวันข้ามคืน  เสียงพิมพ์สลับไปมากับเสียงปากกาและเสียงเปิดหนังสือ เธอเริ่มสะสางงานชิ้นที่เหลือที่จวนจะเสร็จอย่างมุ่งมั่น

......

....

..

ดอกชมพูพันธุ์ทิพย์สีหวานร่วงหล่นเอนโอนตามแรงลมจนตกลงตรงหน้า เธอเงยหน้าจากกองกระดาษหลายแผ่นขึ้นมาเพื่อสัมผัสดอกไม้ชนิดนี้  จับมันหมุนมองไปมาก่อนที่สายตาสองคู่จะเบลอเจ้าดอกไม้และสร้างภาพฉากหลังให้เด่นชัด 

เป็นอีกครั้งที่เธอนั่งทวนงานชิ้นนี้ พยายามมองหาจุดบกพร่องเพื่อจะได้แก้ไขมัน ไม่ใช่เพื่อความสมบูรณ์ แต่เพื่อเหตุผลบางอย่าง

 

“ปกติไม่เคยเห็นแกส่งงานเดดไลน์  เห็นแต่ส่งก่อนทุกครั้ง แล้วทำไมงานนี้ส่งช้ากว่าปกติ มันยากหรอ?”

“ไม่รู้สิ”  เสียงเบาหวิวตอบแล้วเว้นช่วงจังหวะให้ได้ถอนหายใจ  “...ช้าบ้างก็ได้มั้ง”

 

เพื่อนมองเธออย่างไม่เข้าใจก่อนจะกลับไปก้มหน้าก้มตาทำงานของตนเองต่อ  ปล่อยให้เธอนั่งนิ่งอยู่กับความคิดของตัวเอง ตอนนี้เธอเพียงแค่รู้สึกว่าทุกอย่างรอบตัวมันหมุนเร็วเกินไป เวลาที่เคยคิดว่าเป็นสิ่งสมมติ แต่ความจริงแล้วมันกำลังกำหนดทุกสิ่งรอบตัวเธอเอง

....

..
.

 

คืนวันก่อนกำหนดส่งงานจะเป็นค่ำคืนที่ความคิดสร้างสรรค์ของเพื่อนฝูงจะพลั่งพรูออกมาทางถ้อยความเสมอ  เธอมองดูสเตตัสในโซเชียลเน็ตเวิร์คของเพื่อนๆ ที่พร่ำบ่นกับรายงานชิ้นนี้ ด้วยความขบขันจนต้องยกมือขึ้นมาปิดปากเอาไว้ เพื่อนบางคนเหมือนจะเครียดหนักจนพร่ำบนสเตตัสออกมาเป็นกาพย์ เป็นกลอน เธอชอบความคิดสร้างสรรค์ของเพื่อนๆ ในช่วงเวลาแบบนี้ สถานะที่บอกความเป็นไปและตัวตนของคนเขียน จะมีเพียงเราผู้มีบริบทร่วมกันที่จะเข้าใจว่ามันขบขันเพียงไหน .... แล้วต่อไปสเตตัสของเราจะเป็นเช่นไร?

.....

...

..

ก้าวขาออกอย่างเชื่องช้าเนิบนาบไปอย่างไม่รีบเร่ง ผิดแปลกกับผู้คนรอบข้างที่บางคนเร่งฝีเท้าบ้าง วิ่งผ่านสลับกันไป แต่สำหรับเธอในตอนนี้ เธอไม่อยากเร่งรีบ เธออยากจะยื้อบางอย่าง ...เธออยากจะช้าบ้าง

เธอลองหยุดการย่างก้าวของตนเอง เธอเพียงแต่คิดเล่นๆ ว่าถ้าหากเธอหยุด ทุกสิ่งทุกอย่าง เวลา ผู้คนที่วิ่งวนอยู่รอบกายตอนนี้อาจจะหยุดลงบ้าง แต่มันกลับตรงข้าม ทุกอย่างดูรวดเร็วมากขึ้นเมื่อเธอเปลี่ยนสถานะมาเป็นผู้มอง

จุดที่Bยืนอยู่ในตอนนี้มองเห็นภาพกว้างของการใช้ชีวิตนักศึกษา เราต่างก็รีบเร่งและมีจุดหมายเป็นของตัวเอง จุดหมายของเราเริ่มต้นตั้งแต่ก้าวแรกที่เราเข้ามาเยือนที่แห่งนี้ เราอาจจะเคยมีจุดหมายร่วมกันเหมือนคนที่เดินอยู่ข้างๆ แต่แล้ววันหนึ่งเมื่อวันเวลาผันผ่าน จุดหมายของเราเริ่มแตกต่างกันออกไปตามเส้นทางที่เราเลือกให้กับตัวเอง เธอหยุดการยืนมองและก้าวเดินต่อ แต่ยังคงไม่ลดละจากการมองรอบข้าง มีบางอย่างซุกซ่อนตามสถานที่ และสรรพสิ่งเหล่านั้น  เธอได้แต่ยิ้มให้มันบางๆ ก่อนจะเดินมุ่งหน้าไปยังที่หมายของวัน เดินผ่านผู้คนที่คุ้นหน้า ทักทายกันบ้างหากรู้จัก จนเผลออดคิดไม่ได้ว่าในตอนนี้เราได้ทักทาย พูดคุยกันเพราะอะไร และวันต่อไปเราจะมีโอกาสได้ทักทายกันเช่นนี้อีกไหม วันข้างหน้าที่ไม่มีใครรู้ เราอาจจะเดินผ่านกัน มองปรายสายตาเหมือนคุ้นหน้าและเดินผ่านเลยกันและกันไปเพราะไม่มีใครเริ่มบทสนทนาก่อน

 

“ส่งงานยัง?”

“ยัง..”

“เห้ย แปลก  งั้นไปส่งก่อนนะ เหลืออีกวิชาต้องรีบไปปั่น”

 

เธอพยักหน้ารับช้าๆ แล้วนั่งเหม่อมองรอบข้างโดยที่มือยังจับงานชิ้นสุดท้ายไว้แน่น เวลาผ่านไปพร้อมกับคำทักทายจากผองเพื่อนที่แวะเวียนมาส่งงาน และเวลาคงจะผ่านไปนานพอสมควรจนกระทั่งทั่วทั้งบริเวณไม่มีใครยืนอยู่แล้ว ความเงียบทำให้เราได้ยินเสียงบางอย่างชัดขึ้น มีบางเสียงหลุดลอดออกมาจากบางมุมของบริเวณนี้ เธอยิ้มให้กับเสียงเหล่านั้น ก้มลงมองดูนาฬิกาข้อมือและถอนหายใจออกมา

 

...ถึงเวลาแล้วหละ  หมดเวลารั้งไว้อีกต่อไปแล้ว...

 

เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วเดินไปยังที่หมาย เธอมองเห็นลังกระดาษที่วางอยู่หน้าห้องเต็มไปด้วยรูปเล่มรายงานของเพื่อนที่คาดว่าเธอน่าจะเป็นคนสุดท้ายที่จะหย่อนงานลงไป เธอเริ่มวางเล่มรายงานของตนเองลงไปบ้าง เธอมองแขนของตัวเองที่ยื่นส่งเล่มรายงานลงไปในกล่อง  มันช่างดูเชื่องช้าราวกับพยายามต่อต้านเวลาของความเป็นจริง แต่ในท้ายที่สุดมันก็เคลื่อนลงไปในกล่อง เป็นสัญญาณที่บอกเธอว่าถึงเวลาที่ต้องปล่อยมือเสียที

 

งานชิ้นสุดท้าย ...สิ้นสุดแล้วสินะ ...

 

 

 

เรียนจบแล้ว

 

เรียนจบแล้วใช่ไหม?  

 

 

 

บางอย่างกำลังจะสิ้นสุด ในขณะที่บางอย่างกำลังจะเริ่มต้น ...

 

ปลายเท้าออกอย่างไร้ทิศทางอีกครั้งอย่างไม่ได้ตั้งใจ ท่ามกลางความมืดมิดที่เริ่มเข้ามาย่ำเยือน ไฟสีส้มรายทางเริ่มสว่างขึ้น  ยิ่งสะท้อนภาพบางอย่างให้ชัดเจน ทุกก้าวที่ผ่านมา ทุกตารางวาที่สายตามองผ่านได้ มีความทรงจำที่ผ่านพ้นซุกซ่อนอยู่ในนั้น หลายครั้งเหมือนได้ยินเสียงหัวเราะขบขันของเพื่อนสนิทที่หยอกล้อกันมาตามทาง  เสียงคำปลอบใจในวันที่รู้สึกผิดหวังและพลาด เสียงแสดงความยินดีเมื่อได้พบกับสิ่งที่คาดหวัง สิ่งเหล่านั้นเรียกว่าอดีต... แต่สำหรับสิ่งที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในไม่ช้าคืออนาคต ... อนาคตที่แม้ไม่รู้แต่เราก็ต้องไป

 

เมื่อช่วงเวลาบางอย่างใกล้จะสิ้นสุด จุดเริ่มต้นจะเป็นสิ่งที่ค้นหา....

 

ปลายเท้าสะดุดหยุดก้าวเดินทันทีเพราะสัมผัสที่เหยียบย่ำลงบนกลีบดอกสีหวาน สีชมพูร่วงโรยตามทางเดินเหมือนพรมยาวที่ถักทอเส้นทางให้เดินต่อไป คล้ายเป็นสัญญาณเตือนให้เธอได้เริ่มมองออกไปยังเส้นทางข้างหน้า  หากแต่เส้นทางข้างหน้าคงไม่ได้สวยหรูเหมือนดอกชมพูพันธุ์ทิพย์เหล่านี้แล้วใช่ไหม

ดอกชมพูพันธุ์ทิพย์สีหวานที่แม้จะบานรวมกันเป็นช่อ แต่ท้ายที่สุดแต่ละดอกมีอันจะต้องร่วงโรยแยกออกไปตามทิศทางของตนเอง ไม่ต่างจากชีวิตของเธอและผองเพื่อนในตอนนี้  ที่เมื่อเวลามาถึงเราต่างก็ต้องแยกออกไปตามเส้นทางของตนเอง เธอก้มเก็บดอกไม้ที่ร่วงหล่นกลางพื้นเย็น หันหลังให้กับภาพกว้างใหญ่เบื้องหลังแล้วเดินต่อไป ยกแขนขึ้นสุดเหนือศีรษะก่อนจะปล่อยให้ชมพูพันธุ์ทิพย์ปลิวไหวล่องลอยตามสายลมไปเบื้องหลัง  ต่อจากนี้ต้องเรียนรู้และเติบโตต่อไปเพื่อวันข้างหน้า โดยมีชิ้นส่วนของความทรงจำในอดีตคอยหล่อเลี้ยงและปลอบประโลมสิ่งที่จะพบเจอในเส้นทางสายใหม่ ...  

 

ชมพูพันธุ์ทิพย์สัญลักษณ์แห่งการเปลี่ยนผ่านการศึกษา
รุ่นเก่ากำลังจะจากไป
รุ่นใหม่กำลังจะเข้ามา
รุ่นกลางกำลังจะเดินหน้า
...ต้นกล้ากำลังจะเติบโต...

 

It’s time to ‘B’egin

 

-------------------------------------------------

 
   

 

Recommend